“ดิฉันขอฝากผลึกเอเทอร์นี้ไปด้วยนะคะ”
เสียงอันไพเราะของเด็กสาวดังขึ้นระหว่างที่คณะเดินทางกำลังจัดเตรียมเสบียง ที่บริเวณทางเข้าของคฤหาสน์ขนาดใหญ่
“ด้วยความยินดีครับ คุณหนู”
ชายหนุ่มโค้งคำนับอย่างอ่อนโยนพร้อมกับสีหน้าที่อบอุ่น
“ส่งให้ท่านเรการ์ดงั้นหรือครับ?”
“ดิฉันทำให้ท่านคาเรนเทียค่ะ เป็นผลึกเอเทอร์ที่มีพลังฟื้นฟูสูงมากๆ แต่ก็แลกมากับการดึงมานาจากดิฉันบางส่วนเช่นกันค่ะ”
เด็กสาวสาธิตการใช้งานให้เขาดูโดยการย่อตัวลงไปที่แปลงดอกไม้ข้างๆ จากนั้นเธอก็ทำการเด็ดดอกไม้ออกมาและได้เปิดใช้งานผลึกเอเทอร์ ทันใดนั้นลำต้นที่ขาดออกของดอกไม้ก็ได้งอกออกมาใหม่ทั้งดอก โดยที่ดอกที่เด็ดออกมาก่อนหน้านั้นก็สลายหายไปในเวลาเดียวกัน
“วิเศษมากครับคุณหนู เพราะเหตุนี้ถึงควรมอบให้กับท่านคาเรนเทียซึ่งคอยสนับสนุนท่านเรการ์ดสินะครับ เพราะถ้าเกิดท่านคาเรนเทียถูกเล่นงานก่อน ทุกคนคงจะเพลี่ยงพล้ำเป็นแน่”
ชายหนุ่มครุ่นคิดด้วยสีหน้าที่จริงจัง เหมือนกับว่าเขากำลังคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ด้วย
“ท่านเอดการ์ดมีเรื่องคาใจอยู่หรอคะ?”
เด็กสาวขยับเข้ามาใกล้ๆ พร้อมกับเอียงคอถามด้วยสีหน้าอันบริสุทธิ์ด้วยความสงสัย
“หัว—— ต้องขออภัยที่เสียมารยาทครับคุณหนู”
ชายหนุ่มรีบตอบออกมาด้วยความร้อนรน ราวกับว่าเขานั้นไม่ได้ยินสิ่งที่เด็กสาวถามด้วยซ้ำ เพียงแต่เขาเห็นเธอเข้ามาใกล้เขามากขึ้น เขาจึงรู้สึกตัวขึ้นมา
“ถ้าหากว่าท่านเอดการ์ดมีเรื่องกังวลอยู่ในใจ สามารถบอกดิฉันได้เสมอเลยนะคะ”
เด็กสาวพูดขึ้นมาพร้อมกับเอามือทาบอกและยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่แสนจะดึงดูดสายตา
“รับทราบครับคุณหนู กระผมขอตัวก่อนนะครับ”
“ขอให้ทุกอย่างราบรื่นนะคะ”
ชายหนุ่มโค้งคำนับให้กับเด็กสาวจากนั้นก็เดินจากไปพร้อมกับกำผลึกเอเทอร์ไว้แน่นและได้พูดกับตัวเองเบาๆ—
“—เรื่องนี้ผมคงบอกคุณหนูไม่ได้หรอกครับ”
—————————————————————————————————————————
“ขอให้ปลอดภัยนะคะ ท่านเรการ์ด ท่านคาเรนเทีย และท่านเรวิอุส”
เสียงอวยพรถูกกล่าวโดยเมดสาวผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความห่วงใยที่มีต่อผู้ออกเดินทาง โดยปกติแล้วเธอจะเป็นคนที่ร่าเริงและขี้เล่นอยู่เสมอแต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน กลับเป็นสถานการณ์ที่พิเศษและมีภัยอันตรายที่แทบจะไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย ไม่แม้แต่จะสามารถคาดเดาได้ว่าศัตรูจะแข็งแกร่งเพียงใด สิ่งที่เธอกลัวที่สุดนั้นไม่ใช่ความตายของตัวเธอเอง แต่เป็นการสูญเสียคนที่เธอหวงแหน เธอไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว เพราะเหตุนั้นเธอจึงคิดแผนที่จะทำให้บททดสอบของเรวิอุสนั้นยากยิ่งกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อให้ตัวเขานั้นได้เพียบพร้อมขึ้นไปอีกระดับ แม้ในตอนนั้นเธอจะยังคงยิ้มราวกับว่าแค่แกล้งเขาเล่นเท่านั้น แต่เมื่อต้องส่งเขาออกสู่สนามรบจริงๆ เธอก็ไม่สามารถที่จะกักเก็บความกังวลที่มีอยู่ในใจไว้ได้—
“—ไม่ต้องกังวลขนาดนั้นหรอกนะ ลิเลีย”
เมื่อได้ยินเสียงนั้นตาของเธอก็ค่อยๆเบิกกว้างพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมาตามจุดกำเนิดเสียง และเธอก็ได้พบกับเด็กหนุ่มที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี หัวใจของเธอได้ผ่อนคลายลงเล็กน้อยแต่เธอก็ประหลาดใจที่พบว่าคนที่ควรจะออกเดินทางไปแล้วนั้นเหตุใดถึงกลับมาอยู่ตรงหน้าของเธอได้
“เรวิอุส...”
“รอบนี้เรียกแค่ชื่อผมงั้นหรอ แสดงว่าเธอคงจะกังวลจริงๆสินะ ลิเลีย”
เด็กหนุ่มได้ยิ้มตอบรับเด็กสาวอย่างอบอุ่น
“ไม่ต้องห่วงไปหรอก ผมสัญญาว่าผมจะกลับมาให้ได้ เจ้าพวกนั้นน่ะ ยังไงก็ไม่ฉลาดไปกว่าท่านพ่อกับท่านแม่ เพราะงั้นผมต้องรอดกลับมาได้แน่นอน ผมจะไม่ทิ้งให้เมดประจำตัวของผมต้องโดดเดี่ยวหรอกนะ”
เรวิอุสพยายามพูดปลอบใจเพื่อให้ลิเลียกลับมาร่าเริงอีกครั้งพร้อมกับลูบหัวของเธอไปด้วย
“นั่นสินะ— ถ้างั้นขอให้จัดการให้ได้แบบราบคาบเลยนะคะนายท่าน”
รอยยิ้มเริ่มปรากฏบนใบหน้าของเธออีกครั้งพร้อมกับคำอวยพรที่เต็มไปด้วยพลัง
“ผมสัญญา ผมจะกลับมาหาเธอให้ได้”
เมื่อพูดจบเรวิอุสจึงขึ้นม้าแล้วรีบเดินทางไปให้ทันขบวนรถที่ออกตัวไปก่อนหน้า
“สัญญาแล้วนะคะ”
เด็กสาวได้เฝ้ามองเด็กหนุ่มที่กำลังค่อยๆ จากไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งหลุดสายตาของเธอไป
—————————————————————————————————————————
“ตรงนี้สิน้าาที่คุณบอกว่าใกล้ที่สุด”
คาเรนเทียพูดออกมาระหว่างที่เธอกำลังก้มตัวลงพร้อมกับเอามือลูบผนังหินที่คาดว่าจะใกล้กับถ้ำมากที่สุด
“พอจะผ่านเข้าไปได้ไหมครับ ถ้าหากใช้เขตแดน”
“ก็คงจะเป็นทางเลือกเดียวแหละน้าา แต่แบบนี้ก็เปลืองพลังสุดๆเลย~”
หญิงสาวพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูจำใจ เพราะการที่เธอจะดึงคนเข้าเขตแดนจำนวนมากนั้น เธอก็จะต้องใช้พลังมากขึ้นด้วยเช่นกันและการจะคงสภาพของเขตแดนที่รองรับคนหลายคนขนาดนั้นก็คงจะเป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่มีใครคิดจะปฏิบัติจริง
“ถ้าเป็นทางปิดแบบนี้ก็หมายความว่าพวกอบิสเทอร์ในถ้ำนั้นคงจะเยอะมากๆ เป็นแน่”
ชายหนุ่มลูบคางและพูดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มเล็กน้อย
“ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีแหละ~ ที่พวกนั้นจะไม่สามารถออกมาทำร้ายผู้คนได้ ฉันคงต้องเตรียมเขตแดนอีกสักพัก ฝากแจ้งทุกคนด้วยนะคะท่านเอดการ์ด”
“ได้ครับ”
เอดการ์ดค่อยๆ เดินจากไประหว่างที่คาเรนเทียกำลังทำสัญลักษณ์ไปรอบๆ บริเวณ
“ทุกอย่างจะต้องราบรื่น”
—————————————————————————————————————————
“เพลงดาบของลูกในตอนนี้นั้นคงจะอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการฝึกเสริมพลังแล้วล่ะ”
เรการ์ดกล่าวออกมาระหว่างที่ทั้งคู่กำลังลาดตระเวนพื้นที่โดยรอบหมู่บ้าน
“เสริมพลังอาวุธแบบท่านพ่อหรอครับ!”
เด็กหนุ่มตาลุกวาวขึ้นมาทันทีและพูดออกมาด้วยความตื่นเต้น เหมือนกับเด็กที่กำลังจะได้ของขวัญที่เฝ้ารอมานาน
“ใช่แล้วล่ะ ก่อนหน้านี้พ่อยังสอนไม่ได้เพราะถ้าหากว่าถูกสอนตั้งแต่ยังไม่ชำนาญดาบล่ะก็ จะทำให้พึ่งพาพลังอย่างเดียวจนรีดประสิทธิภาพจากเพลงดาบออกมาได้ไม่เต็มที่นัก และก็ด้วยข้อกำหนดบางอย่างที่ว่ามานาของลูกต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสมก่อนแต่ก็เป็นเหตุผลเดียวกับการที่ลูกยังไม่ถูกเรียกตัวไปที่สถาบันเวทมนตร์ล่ะนะ”
เรการ์ดอธิบายรายละเอียดจากนั้นก็ได้ยื่นดาบของตนให้กับเรวิอุส
“นี่คือดาบประจำตัวของพ่อซึ่งถูกพ่อเสริมพลังมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วล่ะ ทำให้หลงเหลือมานาที่สถิตในตัวดาบไว้อยู่บ้าง ลูกลองทำความคุ้นเคยก่อนก็ได้ แล้วจากนั้นพ่อจะสอนวิธีใช้อย่างจริงจังแล้ว”
เมื่อเรวิอุสรับดาบมา เขาก็สัมผัสได้ทันทีว่านี่คือดาบชั้นเลิศที่มีร่องรอยของมานาอย่างชัดเจนราวกับว่ามานาได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโครงสร้างของดาบไปแล้ว ทั้งมวล น้ำหนักและความคม ทุกอย่างล้วนถูกซ้อนทับโดยภาพมายาของมานาภายในตัวดาบ
“นี่มัน—”
ทันใดนั้นเรวิอุสก็สัมผัสได้ถึงสายลมที่ฉีกขาดจากคมดาบซึ่งกำลังพุ่งใส่เขาโดยตรง—
—ปึก
“กิ่งไม้?”
เรวิอุสใช้ดาบป้องกันไว้ได้ แต่เมื่อเขาตั้งตัวเสร็จ เขาก็พบว่าคมดาบที่เขารู้สึกนั้นเป็นเพียงแค่กิ่งไม้เสริมพลังที่เรการ์ดกำลังถืออยู่เพียงเท่านั้น
“จงใช้สัญชาตญาณเสริมดาบนั้นเพื่อตัดกิ่งไม้นี้ให้ได้เสีย เรวิอุส”
เรการ์ดพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจังพร้อมกับแผ่แรงกดดันออกมามหาศาล
“อึก— ถ้างั้นล่ะก็ เผา”
เรวิอุสเสริมพลังเข้าไปในดาบ ถึงแม้ว่าภายนอกจะยังคงรูปเดิมไว้แต่ทั้งความคมและมวลต่างก็เริ่มแปรผัน
เรการ์ดไม่รอช้า เพียงแค่ชั่วพริบตาเขาก็มาโผล่ด้านหลังของเรวิอุสแล้ว
“เพลิงงั้นหรอ”
“ห้ะ—”
เรวิอุสรีบหันหลังไปฟันโดยทันทีแต่เรการ์ดก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว และไม่ว่าจะมองไปทางไหน เขาก็ไม่พบร่องรอยของใครเลย—
เรวิอุสจึงตั้งสติและเพ่งประสาทสัมผัสตรวจจับการเคลื่อนไหวทั้งหมด ทั้งกระแสลม ใบไม้ ลำธาร
“—บน”
ตู้มมม!!!
เรวิอุสหลบการโจมตีจากฟากฟ้าได้อย่างเฉียดฉิว และรีบฟันสวนทันทีแต่ก็ถูกปัดออกไปได้ ในชั่วพริบตาเอดการ์ดก็มาโผล่ด้านหลังพร้อมกับฟาดกิ่งไม้ลงมา เรวิอุสจึงกระโดดหลบออกมาเพื่อหวังจะตั้งหลักแต่เอดการ์ดกลับพุ่งตัวตามมาและกระหน่ำแทงทันที เรวิอุสปัดการโจมตีที่เป็นอันตรายไว้ได้ แต่ก็ต้องยอมโดนแบบถากๆเช่นกัน เมื่อได้จังหวะเขาก็รีบฟันสวนเพื่อหยุดเพลงดาบของเรการ์ดทันทีและรีบวิ่งเข้าไปในป่าเพื่อเปลี่ยนสมรภูมิ เอดการ์ดเองก็พุ่งตามหลังมาทันด้วยความรวดเร็วพร้อมกับฟันเข้าใส่ แต่เรวิอุสก็หลบมุมต้นไม้ได้ทัน และได้แทงสวนกลับมาโดนกิ่งไม้ของเรการ์ดเต็มๆ ทำให้เกิดประกายไฟขึ้นและกิ่งไม้ก็เกิดรอยไหม้จนเปลือกแตกออกเอดการ์ดจึงรีบถอยออกมาก่อน
“เกือบไปแล้วไง ถ้างั้นละก็ต่อจากนี้ไม่ออมมือแล้วนะ”
หลังพูดจบ เอดการ์ดก็ตั้งท่าถือดาบและเสริมมานาเข้าไปอย่างมหาศาลจนเกิดประกายแสงสว่างไปทั่วผืนป่า
“หลอมรวมโครงสร้าง ดาบมานา”
“จริงหรอเนี่ยย”
เขาได้เปลี่ยนเป็นท่าง้างดาบ จากนั้นก็ฟันกวาดออกมาด้วยแรงกดดันมหาศาล
“อึก—”
ตู้มมมมม!!!
เพียงชั่วพริบตาต้นไม้เบื้องหน้าทั้งหมดก็ถูกผ่ากลางเป็นแนวนอนและล้มลงมา
เรวิอุสที่หลบการทำลายล้างนั้นมาได้ จึงรีบวิ่งหลบต้นไม้ที่ร่วงหล่นนับไม่ถ้วนต่อทันที จนกระทั่งรอดออกมานอกป่าได้
“—เอ๊ะ”
ภาพที่เขาเห็นกลับเป็นเรการ์ดที่กำลังนั่งย่างอาหารอย่างสบายใจ จนแทบไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือคนที่เพิ่งจะทำให้ป่าไม้ราบเป็นหน้ากลอง
“สบายใจจังเลยนะครับท่านพ่อ~”
“ฮ่าฮ่าฮ่า มานั่งพักก่อนเถอะ พ่อใกล้จะย่างเสร็จแล้วล่ะ”
เมื่อเรวิอุสเดินไปนั่งก็พบว่าสิ่งที่เรการ์ดย่างอยู่นั้นคือผลไม้เรื่องชื่อของดินแดนตะวันตก'เอเฟอร์'
“น่ากินสุดๆเลยครับ การได้กินเอเฟอร์ก่อนออกศึกคงจะเป็นลางดีสำหรับผมแล้วสิครับ ฮ่าฮ่าฮ่า”
“พ่อรู้ว่าเป็นของโปรดของลูกยังไงล่ะ พ่อก็เลยให้คนที่หมู่บ้านเตรียมไว้เป็นกรณีพิเศษ ย่างให้ละลายแล้วกินอย่างอร่อย ฝีมือพ่อจะเทียบเท่าลิเลียไหมนะ ฮ่าๆ”
“เมดประจำตัวผมซะอย่าง ยังไงก็ต้องถูกปากผมกว่าอยู่แล้วสิครับ”
“อะไรกันพ่อก็เป็นพ่อนะะะ ใกล้ชิดกว่าอีกกก”
“หมายความว่าลิเลียเก่งระดับนั้นไงครับ“
"ก็ได้ๆ งั้นลองชิมดูสิ"
เรการ์ดพูดด้วยความมั่นใจพร้อมกับยื่นเอเฟอร์มาที่เรวิอุส
“งั้นผมคาดหวังนะครับ”
เมื่อได้ลิ้มรสเข้าไปรอยยิ้มก็ปรากฏเด่นชัดบนใบหน้าของเรวิอุสและเขาได้รีบกินอย่างต่อเนื่องทันที
"แบบนี้คงจะรู้ผลแล้วสินะ พ่อชนะ"
เรการ์ดพูดออกมาด้วยสีหน้าเอ็นดูพร้อมกับลูบหัวลูกชาย
"พ่อทำได้ไงครับเนี่ย รสชาติเหมือนลิเลียมาทำเองเลย"
"ลูกชายออกศึกครั้งแรกทั้งที พ่อก็ต้องเตรียมเซอร์ไพรซ์ลูกหน่อยสิ ก่อนหน้านี้พ่อก็เลยให้ลิเลียสอนมาน่ะ สอนพร้อมแม่เลยด้วย"
"ระหว่างวางแผนบททดสอบผมใช่ไหมครับเนี่ยยย"
เรวิอุสพูดออกมาพร้อมนึกถึงช่วงเวลาอันแสนตื่นเต้นนั้น
“—อะไรกันเนี่ยยย!!!”
เสียงปริศนาดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน เป็นเสียงของเด็กหนุ่มที่กำลังตกตะลึงสุดขีด
“—เดี๋ยวผมไปจัดการเองครับ ท่านพ่อ”
เรวิอุสได้รีบวิ่งไปตามเสียงนั้นทันที
“เรวิอุสสสส!”
“โอ้ะ— สวัสดีโคลลล ที่หมู่บ้านเป็นไงกันบ้างงง”
เรวิอุสพูดออกมาหวังที่จะกลบเกลื่อนแต่เขากลับเผยรอยยิ้มที่ดูไม่มั่นใจเลยสักนิดออกมาอย่างชัดเจน เพราะว่าภาพเบื้องหน้าที่เขาเห็นนั้นเป็นดั่งหายนะของผืนป่า
“ทุกคนมีความสุขดีจนกระทั่งมีคนมาระเบิดป่าเล่นเนี่ย”
โคลได้ตอบคำถามทันทีพร้อมกับเจาะจงเรื่องภาพเบื้องหน้าต่อ ราวกับว่าเขาก็พอจะเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเรวิอุสมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้
“เอาน่าๆ เดี๋ยวใช้ผลึกเอเทอร์ที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกไม่กี่วันก็คงจะกลับมาเป็นปกติแล้วน่าาา”
เรวิอุสได้ตบไหล่เขาเบาๆพร้อมเสนอวิธีฟื้นฟูป่าขึ้นมาใหม่
“อย่าบอกนะว่านั่นคือฝีมือของท่านเรการ์ดน่ะ”
ท่าทีของโคลได้กลับมาปกติอีกครั้งหลังจากที่รู้ว่ามีผลึกเอเทอร์แบบนั้นอยู่ด้วย
“ตามนั้นเลยยย”
เรวิอุสได้ทำสีหน้าหมดแรงพร้อมพูดออกมา
“งั้นก็ช่วยไม่ได้ ว่าแต่ทำไมถึงต้องทำลายป่าเละขนาดนี้ด้วยล่ะ”
“อยู่ดีๆ ท่านพ่อก็อยากทดสอบผมน่ะสิ แล้วพอเห็นสู้มือหน่อยเขาก็ระเบิดป่าเฉยเลย”
“ฮ่าๆ งี้นี่เอง แต่นายเองก็เก่งขึ้นระดับที่รอดจากการโจมตีแบบนี้แล้วหรอเนี่ย ตอนนี้ฉันยังเทียบกับนายเมื่อก่อนไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“ถ้าท่านพ่อไม่เหลือพื้นที่หลบไว้ให้ผมก็คงกลายเป็นฝุ่นไปแล้วแหละน่าาา ฮ่าๆ”
ทั้งคู่หัวเราะหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ด้วยความที่ทั้งคู่ต่างสนิทสนมกัน ทำให้เวลาคุยกันก็ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดอะไรมาก ทั้งคู่ก็สามารถเข้าใจกันได้อย่างง่ายดาย
“ฉันจะฝึกฝนมากขึ้นเรื่อยๆ จนสักวันหนึ่ง ฉันจะคู่ควรที่จะยืนเคียงข้างนายให้ได้”
“ตอนนี้โคลก็เป็นคู่หูผมอยู่แล้วนี่”
“แค่นี้ยังไม่พอน่า ฉันต้องฝีมือสูสีกับนายด้วย จะได้ช่วยนายในตอนที่งานล้นมือได้ไง”
“ขอบคุณนะโคล แต่นายก็อย่าฝืนตัวเองมากล่ะ ไว้จบศึกผมจะเอาเทคนิคต่างๆ กลับมาฝากนะ”
“จะตั้งตารอเลยล่ะ ขอให้โชคดีนะเรวิอุส”
“อื้ม ฝากหมู่บ้านด้วยล่ะ”
ทั้งคู่ได้กล่าวจากลากัน จากนั้นเรวิอุสก็กลับไปหาเรการ์ดที่กำลังแอบฟังอยู่เงียบๆ
“ทำชาวบ้านตกใจใหญ่แล้วนะครับท่านพ่อ~”
“ฮ่าๆ”
เรการ์ดได้แต่ขำแห้งเพราะที่พูดมาเขาก็ผิดจริงๆ
“—ทั้งสองคน ได้เวลาแล้วครับ”
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังนั่งพักผ่อน เอดการ์ดก็ได้มาแจ้งข่าวพอดี
“ขอบคุณที่มาแจ้งนะครับท่านเอดการ์ด แต่เวลาพอเหมาะเลยนะเนี่ย”
“งั้นเราไปกันเถอะเรวิอุส ศึกแรกของลูกจะเริ่มขึ้นแล้วนะ”
“ครับ ท่านพ่อ”
ขณะที่ทั้งสองพ่อลูกเดินนำไปก่อน เอดการ์ดก็ได้มองเข้าไปในซากป่าที่พังทรายพร้อมกับคิ้วขมวด เขาได้โยนอะไรบางอย่างเข้าไปในป่า จากนั้นเขาก็ได้เดินตามสองพ่อลูกไป
—————————————————————————————————————————
“เอาล่ะทุกคนนน จะเริ่มเปิดเขตแดนแล้วน้าาา
“โอ้วววว!!!”
ทุกคนตะโกนตอบรับหญิงสาวอย่างพร้อมเพรียงและเต็มเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิม
“กำเนิดเขตแดน บิดเบือนความเป็นจริง ขยายพื้นที่”
ทันทีที่คาเรนเทียเปิดใช้งานผลึกเอเทอร์ บริเวณรอบตัวเธอก็ได้เกิดการหักเหของแสงราวกับว่ามิติกำลังถูกบิดเบือนและฉีกกระชาก จนกระทั่งมันกลืนกินพื้นที่โดยรอบทั้งหมด
“เท่านี้โลกภายนอกก็ปลอดภัยแล้วล่ะน้าาา รวมถึงพวกอบิสเทอร์ก็ไม่รู้ตัวแล้วด้วย~”
“ขั้นตอนสุดท้ายแล้วนะคะ”
เมื่อพูดจบเธอก็ได้ชี้คทาไปด้านหน้า
“บีบอัดห้วงมิติ ถักทอเป็นเส้นใย ปลดปล่อยเอเทอร์!!!”
พื้นที่ตรงหน้าได้ยุบตัวเข้าด้วยกันจากนั้นก็ถูกยืดออกเป็นเส้นใยที่ถักทอกันเหมือนกับลูกศรและถูกปลดปล่อยออกไปด้วยแรงดันอันมหาศาล
ลูกศรนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงมากซะจนเกิดภาพลวงว่ามีลำแสงส่องสว่างเป็นแนวยาวเจาะทะลวงเข้าไปในภูเขา ก่อเกิดเป็นทางเข้าขนาดใหญ่ที่สามารถยกพลเข้าไปได้โดยที่ไม่ถูกบีบให้ต้องต่อแถว
“ลุยกันเลยยยย!!!”
“โอ้ววววว!!!”
เมื่อคาเรนเทียให้สัญญาณทุกคนก็ตะโกนปลุกใจและรีบบุกเข้าไปในถ้ำทันที
“เป็นไงบ้างครับ ท่านแม่”
“แม้ว่าอานุภาพจะดูรุนแรง แต่ด้วยความที่เป็นการบิดเบือนความเป็นจริงของเขตแดน ก็เลยทำให้มันกินพลังน้อยลงเยอะเลยล่ะน้าาา เพราะแม่คงทำแบบนี้จริงๆไม่ไหวหรอกกก ถึงจะแลกมากับการเสียพลังไปจากการใช้เอเทอร์บ้างก็เถอะะแต่ก็เป็นแผนการที่ปลอดภัยที่สุดทั้งต่อพวกเราและต่อหมู่บ้านด้วย”
“คงจะส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านเยอะเลยครับ เพราะก่อนหน้านี้ท่านพอระเบิดป่าไปแค่บางส่วน คนที่หมู่บ้านก็ตื่นตระหนกกันแล้วครับ ฮ่าๆ”
“แบบนี้ก็คุ้มแล้วสิน้าา ที่แม่ยอมใช้เขตแดนกว้างขนาดนี้~”
“งั้นเรารีบตามเข้าไปเถอะครับ”
“ค่าาา”
ทั้งสองคนค่อยๆเดินตามเข้าไปเพื่อรอกำจัดพวกอบิสเทอร์ที่หลงเหลืออยู่
