บทที่ 1 ตอนที่ 3 Carentia

Aecaetia

20,754 ตัวอักษร

ฉึบ–

—เสียงคมดาบตัดผ่านเนื้ออย่างเฉียบคม

เรวิอุสกำลังคอยคุ้มกันให้กับคาเรนเทียที่ต้องรักษาสมาธิในการคงสภาพเขตแดนไว้เนื่องจากเขตแดนจะเริ่มไม่เสถียรขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่เปิดใช้งาน เขาจึงต้องคอยกำจัดศัตรูที่หลงเหลือตามทางและที่โผล่มาจากอีกฟากของกำแพง

“เป็นไงบ้างเรวิอุส~”

คาเรนเทียถามออกมาด้วยความเป็นห่วง เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่ลูกชายได้ออกศึกจริงและยังต้องต่อสู้อย่างต่อเนื่อง

“สบายมากครับ พวกมันแค่โจมตีผมตามสัญชาตญาณเท่านั้น เมื่อเทียบกับท่านพ่อแล้วถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเลยครับ”

“นั่นสิน้าาา ลูกประดาบกับคุณพ่อได้พอตัวเลยนี่นาาา ถ้างั้นแม่คงไม่ต้องกังวลเกินเหตุแล้วสิ~”

คาเรนเทียพูดออกมาด้วยรอยยิ้มพร้อมกับทำตัวสบายๆ

“ผมต่างหากครับ ที่ต้องเป็นห่วงท่านแม่น่ะ”

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่าา เห็นแบบนี้แต่ว่าแม่ยังเหลือพลังไว้ต่อสู้กับอบิสเทอร์ระดับสูงอยู่นะ~”

คาเรนเทียได้เข้ามาเดินข้างๆ เรวิอุสจากนั้นก็โน้มตัวไปส่งยิ้มให้เขาเห็นชัดๆ

“สมกับเป็นท่านแม่จริงๆ ครับ”

ได้ยินเช่นนั้นเธอก็ทำท่าทางดีใจต่อทันทีโดยไม่ปกปิดอารมณ์เลยสักนิด

เมื่อเดินต่อไปอีกสักพักทั้งสองก็ได้กลับมารวมกลุ่มกับกลุ่มใหญ่อีกครั้งที่บริเวณโถงใหญ่ของถ้ำ ซึ่งมีการวางฐานเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับปฏิบัติการในครั้งนี้

“นี่ๆ เรวิอุส”

“ครับ ท่านแม่”

เมื่อถึงบริเวณทางเข้าคาเรนเทียก็ได้เรียกเขาด้วยท่าทางตื่นเต้นราวกับแมวที่อยากจะเล่นของเล่น

“ตามแผนแล้วท่านเอดการ์ดจะล่วงหน้าไปสังเกตการณ์ก่อน เพราะงั้นระหว่างนี้เราคงจะว่างไปอีกสักพัก เพราะคุณพ่อเองก็คอยเฝ้าระวังที่แนวหน้าอยู่ด้วย”

“ท่านแม่ก็เหลือแค่ปิดเขตแดนก็ว่างแล้วสินะครับ”

“ช่ายย ดังนั้นเดี๋ยวแม่จะทำอาหารให้กินน้าาา”

“เอเฟอร์สินะครับ”

“อ้ะ—”

“—”

คาเรนเทียได้นิ่งไปเพราะถูกจับได้ โดยที่เรวิอุสก็ไม่ได้พูดอะไรต่อแต่เขาก็ส่งยิ้มไปให้กับเธอที่กำลังอึ้งที่เขารู้ทัน

“งี้อออ อย่าบอกนะว่าลิเลียแอบบอกมาก่อนแล้วน่ะะะ”

“เปล่าครับๆ แค่ระหว่างที่ท่านแม่เตรียมเขตแดน ท่านพ่อก็เฉลยมาแล้วน่ะครับ ฮ่าๆ”

“โถ่ววเรการ์ด เจอกันเมื่อไหร่โดนทำโทษแน่”

เมื่อพูดจบเธอก็ได้พองแก้มออกมาเล็กน้อย

“ไม่เป็นไรหรอกครับท่านแม่ เพราะว่าที่ท่านพ่อทำให้ผมกินเป็นแค่เอเฟอร์ที่เอาไปย่างก็เท่านั้น ไม่ได้เป็นเมนูที่ละเอียดแบบของท่านแม่หรอกครับ~”

“หึหึ จริงสิ แม่ว่าจะทำเป็นเอเฟอร์ที่ผสมกับอาหารได้อย่างลงตัวเลยนะ แม้แต่ลิเลียก็ยังไม่เคยรู้เลยด้วยยย”

เธอพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูภูมิใจเป็นพิเศษ ราวกับว่าเธอได้ลืมไปแล้วว่าตัวเธอเพิ่งจะถูกรู้ทันไป

“แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้วนะครับเนี่ย~”

“งั้นเรารีบไปกันเถอะเรวิอุสสส”

“ครับ!”

ทั้งสองคนได้รีบมุ่งหน้าเขาไปยังฐานพักชั่วคราวทันที

—----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

“ฮืม~ ฮึ~ ฮืม~”

เสียงฮัมเพลงอย่างสนุกสนานพร้อมกับกลิ่นหอมที่โชยมา บ่งบอกได้เลยว่าผู้ที่กำลังทำอาหารอยู่นั้นเพลิดเพลินกับการรังสรรค์เมนูอันแสนพิเศษเพียงใด

“เรวิอุส หลับตาเร็ววว~~”

“ครับ”

เรวิอุสรีบทำตามแต่โดยดีเนื่องจากเขาเองก็ตื่นเต้นที่จะได้ลองอาหารที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน

“อ้ามมมม”

“เอ๊ะ”

“อ้ามมม”

ด้วยกลิ่นหอมอันแสนน่ากินเขาจึงยอมอ้าปากขึ้นและถูกป้อนอาหารราวกับว่าเขานั้นเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ

“อื้มม!!!”

สัมผัสแรกที่สัมผัสกับลิ้นเป็นความนุ่มละมุนราวกับว่าลิ้นของเขาถูกทำให้ละลายกลายเป็นของเหลว รสชาติที่เขารับรู้ก็เป็นรสที่แสนกลมกล่อมยิ่งกว่าที่เครื่องปรุงหลากชนิดจะสามารถรังสรรค์ขึ้นมาได้เสียอีก เมื่อเขาเริ่มเคี้ยว รสชาติอันแสนละมุนก็ได้กระจายไปทั่วปากราวกับหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้แต่ตอนที่กลืน อาหารก็ไหลลื่นเหมือนดั่งการดื่มนมอุ่นๆ

เรวิอุสรีบลืมตาขึ้นมาทันทีจากความปลื้มปีตินั้น ซึ่งเขาก็ได้พบกับใบหน้าของผู้เป็นแม่ที่นั่งกำลังนั่งมองเขาอยู่พร้อมกับรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นและอ่อนโยน สีหน้าของเธอนั้นบ่งบอกได้ชัดเจนว่าเธอรับรู้ได้ถึงความประทับใจของลูกชายแค่ไหน

“อร่อย— อร่อยที่สุดเลยครับท่านแม่ นี่คงจะเป็นมื้อที่ผมจะไม่มีวันลืมเลย!”

“หึหึ งั้นก็รีบกินเถอะนะ~”

“ครับบบ”

เรวิอุสรีบกินต่อเนื่องอย่างเอร็ดอร่อย เขานั้นไม่สามารถห้ามใจหยุดกินได้ด้วยซ้ำ จนสุดท้ายเขาก็กินจนไม่มีอะไรหลงเหลือในจาน

“อ่าาา สุดยอดไปเลยครับท่านแม่”

“แน่นอนสิ~ เพราะว่าแม่เป็นแม่เลยนะ”

คาเรนเทียยิ้มและเอามือวางที่อกอย่างภูมิใจ

“เพราะว่าแม่สามารถควบคุมอีเทอร์ภายในเอเฟอร์ได้ด้วย แม่เลยสามารถปรุงรสที่พิเศษสุดๆ ได้ยังไงล่ะ~ เรื่องนี้เองลิเลียก็ยังต้องฝึกอีกเยอะเลยน้าาา”

“นั่นน่ะยากมากเลยนี่ครับบบ ยิ่งกว่าการเสริมพลังซะอีก”

“จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่ยากหรอกน้าา แต่ถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมา ด้วยความที่ใช้อีเทอร์ควบคุม ก็อาจจะส่งผลย้อนกลับจนอีเทอร์เสียหายแบบท่านย่าเลยก็ได้”

คาเรนเทียได้พูดถึงความอันตรายขึ้นมาอย่างหน้าตาเฉย เพราะการที่อีเทอร์ทั้งร่างกายเสียหายนั้น อาจทำให้หลับไม่ฟื้นอีกหรือเสียชีวิตเลยก็ได้

“นี่ท่านแม่เพิ่งจะทำเรื่องอันตรายไปหรอครับเนี่ยยย”

“ไม่ขนาดนั้นหรอกน่าาา แบบท่านย่าคือการใช้เวทมนตร์ทุกรูปแบบพร้อมกันบ่อยๆ ด้วยอีเทอร์ทั้งปรับโครงสร้างเสริมพลังและปลดปล่อย เมื่อทำบ่อยๆ เลยเสี่ยงเกินขีดจำกัดไง~”

เธอได้รีบพูดขึ้นมาเพื่อไม่ให้เรวิอุสกังวลเกินไป และได้อธิบายรายละเอียดให้เขาสบายใจขึ้น

“เพราะงั้นท่านพ่อกับท่านแม่เลยไม่ใช้เวทผสมสินะครับ”

“ใช่แล้วล่ะะะะ เพราะว่าความเสียหายต่ออีเทอร์ใช้เวทฟื้นฟูรักษาไม่ได้ด้วยยย”

เธอได้พูดตอบรับอย่างโล่งใจพร้อมพยักหน้าไปด้วย

หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้คุยเล่นกันไปอีกสักพัก

—----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

—ทรู้ดดดดด

เสียงแตรดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ

“ไปกันเถอะ เรวิอุส”

“ครับท่านแม่”

ทุกคนได้มารวมตัวกันเพื่อประชุมแผนจากข้อมูลที่เอดการ์ดไปรวบรวมมา

“มีตัวอันตรายอย่างที่คาดไว้เลยครับ มันมีลักษณะคล้ายกับงูยักษ์ซึ่งมันได้ทำการดูดกลืนคริสตัลอีเทอร์ขนาดเล็กไว้ด้วย นอกจากนี้ยังมีตัวระดับกลางอีกนับไม่ถ้วน”

“แบบนี้นักรบธรรมดาคงไม่เหมาะที่จะร่วมสู้กับเจ้างูนั่นสินะ เพราะทั้งขนาดและพลังทำลายล้างคงจะสูงน่าดู”

เรการ์ดได้หันไปมองเหล่านักรบที่เฝ้ารอพวกเขาวางแผนกันอย่างใจจดใจจ่อ ถึงพวกเขาจะแข็งแกร่งกันมาก แต่การที่ต้องต่อสู้กับศัตรูที่ดูดกลืนคริสตัลอีเทอร์เข้าไปนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่อันตรายเกินไป

“เดี๋ยวกระผมนำทัพคอยรับมือกับพวกระดับกลางให้เองครับ พวกคุณจะได้ต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ และพลังของกระผมก็ยังเหมาะมากๆ กับการโจมตีหมู่เช่นนี้”

เมื่อเอดการ์ดเห็นเช่นนั้นเขาจึงได้เสนอตัวที่จะคอยดูเหล่านักรบให้

“เป็นกลยุทธ์ที่ดีเลยล่ะ ฉันกับภรรยาคงจะเอาเจ้านั่นอยู่ เจลูกชายฉันจะได้เห็นการต่อสู้จริงอีกด้วย”

“ถ้างั้นก็ฝากเจ้าพวกนั้นให้นายดูแลด้วยล่ะ เอดการ์ด”

“ครับ”

เรการ์ดตบไหล่เขาเบาๆ พร้อมกับมุ่งหน้าไปยังโถงกว้างในส่วนลึก

“คาเรนเทีย เรวิอุส ได้เวลาเอาจริงแล้วล่ะ”

“ค่าาา”

“ครับ”

ทั้งสองคนขานรับและรีบเดินมาประกบข้างเรการ์ดทันที

“แต่จะว่าไป มนุษย์แค่สามคนจะสามารถรับมืออบิสเทอร์ที่กลืนกินคริสตัลอีเทอร์ได้ยังไงหรอครับท่านพ่อ”

เรวิอุสถามออกมาด้วยความสงสัย ถึงแม้ว่าเรการ์ดและคาเรนเทียจะแข็งแกร่งมากๆ แต่อีเทอร์ลิทที่ทั้งคู่ถือครองอยู่นั้น ล้วนเทียบกับคริสตัลอีเทอร์ไม่ได้เลย

“จริงๆ แล้วมันก็ควรจะเป็นไปไม่ได้นั่นแหละนะ แต่เจ้าพวกนั้นน่ะ มักจะโจมตีแบบใช้สัญชาตญาณเปล่าๆ ไม่มีกลยุทธ์ ไม่มีการวางแผนอะไรเลย ต่อให้พวกมันมีพลังเยอะแค่ไหนสุดท้ายก็เหมือนกับเป็นแค่กระสอบทรายเท่านั้น”

เนื่องจากอบิสเทอร์คือตัวตนที่อยู่ขั้วตรงข้ามของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด พวกมันไม่ได้ใช้อีเทอร์เพื่อความอยู่รอด แต่พวกมันต้องการดูดกลืนอีเทอร์มากขึ้นเรื่อยไม่รู้จักพอ ด้วยเหตุนั้นพวกมันจึงกลืนกินทุกสรรพสิ่งที่มีอีเทอร์และได้ยึดร่างของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ มาใช้งานต่อ พวกอบิสเทอร์จึงไม่จำเป็นต้องสืบพันธุ์หรือวิวัฒนาการมันจึงไม่มีสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอด พวกมันมีเพียงแค่ความกระหายที่จะโจมตีเพื่อกลืนกินเพียงเท่านั้น

“แล้วการจะกำจัดเจ้านั่นล่ะครับ”

“โจมตีด้วยอีเทอร์ใส่คริสตัลให้รุนแรงพอจะเจาะให้แตกยังไงล่ะ เท่านี้เจ้านั่นก็หมดสภาพแล้ว”

เมื่ออีเทอร์บริสุทธิ์กระทบกันด้วยความรุนแรง จะทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อกันและเกิดการแปลงสภาพขึ้นบางครั้งจะเกิดการพัวพันกันและทำให้ทั้งสองกลายเป็นสิ่งใหม่พร้อมกับสูญเสียสถานะอีเทอร์บริสุทธิ์ไป

“ฟังดูง่ายนะครับเนี่ย แต่กว่าจะเข้าถึงและโจมตีเจ้านั่นได้คงจะลำบากน่าดูเลย เพราะว่าว่าต้องโจมตีให้แรงระดับที่เปลือกของคริสตัลแตกออกด้วย”

“มันเลยเป็นบทเรียนที่ดีเลยล่ะ ที่ลูกจะได้เห็นว่าการที่พ่อกับแม่สู้ร่วมกันนั้นยอดเยี่ยมแค่ไหน”

“ผมมาแค่ดูหรอครับเนี่ยยย”

“ช่วยไม่ได้นี่นาาา คงจะมีแค่คุณพ่อแหละนะที่จะไปเผชิญหน้ากับตัวอันตรายแบบนั้นได้น่ะะะ”

คาเรนเทียได้พูดเสริมออกมาเพราะว่าแม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่ได้ไปสู้ระยะประชิดเหมือนกัน

“ก็จริงครับ ผมอยู่เฝ้าท่านแม่ก็ได้”

“อื้มๆ เด็กดีๆ”

คาเรนเทียพูดออกมาพร้อมกับเอามือลูบหัวเรวิอุส

“โว่วว”

“ฮ่าๆ”

เมื่อเรการ์ดเห็นแบบนั้นเขาจึงหลุดขำออกมา เพราะทั้งที่เรวิอุสมีประสาทสัมผัสเฉียบคมขนาดนั้นแต่กับโดนคาเรนเทียและลิเลียเล่นทีเผลอตลอด

“อะไรกันครับ ท่านพ่อออ”

“เปล่าหรอก ก็แค่หลบดาบเก่งกว่าหลบมือเปล่าอีกนะลูกน่ะ ฮ่าๆ”

“โถ่”

ทั้งสามคนได้คุยกันต่อไปอย่างสนุกสนานราวกับว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในสนามรบ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะทั้งเรการ์ดและคาเรนเทียต่างก็ไม่อยากให้ลูกของตนต้องกดดันตัวเองมากเกินไป

“ถึงแล้วล่ะ”

เมื่อเดินไปได้สักพักทั้งสามคนก็ได้มาถึงส่วนที่อยู่ลึกที่สุดของถ้ำ ทั่วบริเวณนั้นเป็นพื้นที่กว้างขนาดใหญ่ และมีทะเลสาบอยู่ทั่วบริเวณซึ่งที่ใจกลางนั้น ก็มีอสุรกายขนาดมหึมากำลังหลับใหลอยู่ มันมี 3 หัวเป็นงูแต่ก็มีความคล้ายคลึงกับมังกร ที่ลำตัวของมันมีคริสตัลฝังไว้อยู่ แต่กลับดูเหมือนว่ามันจะเคลื่อนที่ไปไหนไม่ค่อยได้ เพราะร่างกายของมันมีหัวและคอที่ดูจะหนักกว่าลำตัวของมันเองเสียอีก

“ดูท่าจะตึงมือเอาเรื่องเลยนะเนี่ย…”

“เป็นโอกาสดีที่จะโชว์ให้ลูกเห็นเลยนี่คะคุณ ปลดปล่อยพลังให้เต็มที่เลยยย~”

“ได้เลย งั้นฉันไปเตรียมตัวเลยละกันนะ ทั้งสองคนก็อย่าช้าล่ะ”

“อื้มๆ”

“ครับท่านพ่อ”

เรการ์ดได้มุ่งหน้าไปหาเจ้าอสุรกายนั่น พร้อมกับโบกมือลา

ถึงเรการ์ดและคาเรนเทียจะต่อสู้ร่วมกัน แต่ทั้งสองก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กันในระดับที่เธอต้องเข้าไปเผชิญหน้ากับภัยอันตรายตรงๆ เหมือนกับเขา โดยทั่วไปแล้วเธอจะคอยสนับสนุนอยู่แนวหลังระหว่างที่เขาคอยดึงความสนใจไว้ให้ ซึ่งวิธีแบบนี้จะทำให้ทั้งคู่มีสมาธิกับการต่อสู้มากกว่าด้วย เพราะแทบจะไม่ต้องคอยระวังว่าจะมีใครเป็นอะไรไหม

“เริ่มกันเลยนะ เรวิอุส”

“ครับท่านแม่”

ทั้งสองคนได้จับมือกันอยู่ที่ริมผาใกล้ๆ กับทะเลสาบและไดัเริ่มร่ายเวท

“เชื่อมต่อประสาทสัมผัส จำลองการมองเห็น”

คาเรนเทียหลับตาพร้อมกล่าวคำร่าย ทันใดนั้นทัศนวิสัยของเรวิอุสก็ได้แปรเปลี่ยนไป เขาเห็นชายหนุ่มยืนอยู่เบื้องหน้า ซึ่งก็คือตัวเขาเอง

“ถ้าผมขยับเยอะๆ ผมเสี่ยงตกหน้าผาอยู่นะครับเนี่ย ฮ่าๆ”

“เท่านี้ลูกก็ขัดขืนแม่ไม่ได้แล้วน้าาา”

“นี่ท่านแม่กำลังยิ้มอยู่จริงใช่ไหมครับเนี่ยย ถึงผมจะไม่เห็นแต่ผมก็ดูออกนะว่ากำลังหรี่ตาอยู่น่ะ”

“โถ่วว แม่ไม่แกล้งก็ได้ เดี๋ยวคุณพ่อจะรอนานจนเหงาด้วย~”

“รอดไปที”

แม้จะเข้าสู่การเตรียมพร้อมของการต่อสู้แล้ว แต่คาเรนเทียก็ยังคงทำให้เรวิอุสผ่อนคลายออกมาได้

“กำเนิดเขตแดน บีบอัดปริภูมิ เรการ์ด”

เมื่อพูดจบทัศนวิสัยก็ได้เปลี่ยนไปอีกครั้งกลายเป็นมุมมองที่ล่องลอยอยู่เคียงข้างเรการ์ด

“มาแล้วสินะ”

“คาเรนเทียพร้อมสนับสนุนแล้วค่าาา”

“งั้นคงได้เวลาแล้วล่ะ”

เรการ์ดได้ทำการดึงดาบออกมาจากฝัก พื้นที่โดยรอบเกิดการสั่นไหวด้วยแรงกดดันอันมหาศาลราวกับว่าอนุภาคทั้งหมดกำลังสูญเสียความเสถียร มานาตกค้างจากรอบข้างได้ไหลวนเกิดเป็นกระแสมานาอยู่รอบคมดาบ เมื่อดาบออกจากฝักอย่างสมบูรณ์ ตัวดาบก็ได้ถูกรายล้อมไปด้วยมานาโดยรอบ

“เสริมพลัง หลอมรวมโครงสร้าง เปิดใช้งานอีเทอร์ลิท”

เรการ์ดได้ปล่อยอีเทอร์เข้าไปในตัวดาบเพื่อแปลงสภาพโครงสร้างและได้เคลือบดาบเพื่อให้จับตัวกับกระแสมานาภายนอก และได้เปิดใช้งานอีเทอร์ลิทเสริมเข้าไปอีกขั้น ทำให้เกิดเป็นชุดเกราะอัศวินแบบเต็มตัวรวมถึงดาบของเขาก็มีลักษณะที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

“ไปล่ะนะ!”

เรการ์ดได้ทำการพุ่งเข้าใส่อสุรกายด้วยความเร็วขณะที่มันกำลังหลับใหล

ชวิ้ง—

—ตู้มมม!!!

เขาได้ทำการฟันกวาดไปไปยังหัวของเจ้างูยักษ์ทำให้หัวของมันถูกลำแสงจากดาบกลืนหายไปทั้งสามหัวทันทีและเกิดการระเบิดขึ้น

“คาเรนเทีย!”

แต่การโจมตีสนับสนุนของคาเรนเทียกลับเป็นการยิงไปอีกฝั่งแทนที่จะเป็นใจกลางคริสตัล

—ตู้ม!

“ช่าาาา”

“ครอดดดดดด”

เสียงคำรามของงูยักษ์ได้ดังก้องไปทั่วบริเวณ ภายในกลุ่มควันที่มองไม่เห็นอะไร เรการ์ดกลับได้ยินเสียงของงูยักษ์ที่ซ้อนทับกันหลายเสียงและค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

“—ถอยออกมาเร็วเรการ์ด!”

คาเรนเทียได้ตะโกนออกมาระหว่างที่เธอกำลังกระหน่ำโจมตีต่อไปเรื่อยๆ

“มีหัวซ่อนอยู่อีกงั้นหรอ”

เรการ์ดได้ฟันเป็นคลื่นดาบเพื่อแหวกควันออกมา

“—อะไรกัน”

ภาพที่เขาได้เห็นคือภาพของอสุรกายที่มีหัวโผล่ออกมาเพิ่มอีกหลายเท่าตัว

“ได้เอาจริงสมใจเลยสิเนี่ย…”

เขาอึ้งเล็กน้อยและได้ปิดการใช้งานอีเทอร์ลิท ทำให้ชุดเกราะสลายหายไป

“ฝากยิงกดดันมันไว้สักพักที”

“รับทราบค่าาา”

“เพิ่มกำลังขยายเพลิง”

ทันทีที่เธอกล่าวจบก็เกิดลูกไฟจำนวนมหาศาลขึ้นรอบๆ บริเวณ จากนั้นทั้งหมดก็พุ่งกระหน่ำโจมตีเจ้าอสุรกายอย่างต่อเนื่อง

“การเผาคงจะชะลอการฟื้นฟูได้บ้างแหละน้าา”

เรการ์ดจึงใช้จังหวะนั้นตั้งหลักและเสริมพลังให้กับร่างกายเป็นหลักโดยเน้นไปที่ความคล่องตัว

“เปลี่ยนแผนใหม่ ฉันจะฝ่าเข้าไปทำลายคริสตัลโดยตรงเลย ฝากเตรียมจัดเต็มด้วยล่ะ”

“รับทราบค่าาา เดี๋ยวจะผลาญมานาให้หมดตัวเลยยย”

เมื่อพูดจบเรการ์ดจึงรีบพุ่งเข้าไปต่อทันที เจ้างูยักษ์ที่เห็นเช่นนั้นก็ได้โฉบสวนมาด้วยความรุนแรง แต่เรการ์ดก็ได้ฟันสวนจนสามารถตัดหัวของมันไปได้ แม้ว่าในจังหวะเดียวกันคาเรนเทียจะคอยยิงสกัดไปบางส่วนแต่ด้วยจำนวนที่มากเกินไปนั้นทำให้มีบางส่วนหลุดรอดมาได้ด้วย เรการ์ดจึงต้องกระโดดหมุนตัวเพื่อหลบการโจมตีที่ตามมาอย่างไม่หยุดหย่อน เขาได้ลงไปเหยียบบนหัวของงูอีกหัวและวิ่งต่อไปตามลำตัวของมัน พร้อมกับคอยฟาดฟันส่วนที่เหลือที่ยังคงพุ่งเข้ามากัดอย่างต่อเนื่อง เมื่อเข้าใกล้ตัวของอสุรกายทั้งเรการ์ดและคาเรนเทียจึงทำการร่ายเวทแบบเต็มพิกัด

“เสริมพลัง หลอมรวมโครงสร้าง ปลดปล่อยอีเทอร์”

“บีบอัดอีเทอร์ ควบแน่นและยุบตัว”

เกิดเวทมนตร์บริสุทธิ์ขึ้นรอบตัวเรการ์ดและคมดาบ มันคือภาพอันน่าอัศจรรย์ของสสารแห่งต้นกำเนิดที่กำลังหลอมรวมและยุบตัวด้วยตัวมันเอง แม้กระทั่งมานาในบรรยากาศโดยรอบก็ล้วนพัวพันไปพร้อมกันและหมุนวนเป็นกระแสโดยรอบ

“ฮ่าาาา”

เรการ์ดง้างดาบตั้งท่าจะโจมตีขณะที่กำลังพุ่งเข้าไปใกล้ระยะฟันพร้อมกับกลุ่มก้อนอีเทอร์ที่ยุบตัวจนถึงขีดจำกัด

“ฉึบ—”

—ภาพได้ตัดกลับมาที่มุมมองของคาเรนเทียทันที เหมือนกับว่าเขตแดนได้ถูกตัดขาด

ตู้มมม!!!

เกิดเสียงระเบิดอย่างรุนแรงขึ้นจากระยะไกล

ทันใดนั้นมุมมองกลับค่อยๆ เอียงและร่วงหล่นลงมาและเห็นร่างกายของคาเรนเทียทีละส่วนจากบนลงล่าง เห็นไหล่ เห็นอก เห็นท้อง และขา จนกระทั่งเห็นเท้า จากนั้นร่างกายของเธอก็ค่อยๆ ล้มลงมาตาม และได้เผยให้เห็นตัวของเรวิอุสที่มีบาดแผลถูกผ่าเป็นแนวทแยงกลางลำตัว—

“—ท่านแม่!!!”

เรวิอุสได้ตะโกนออกมาสุดเสียง ภาพที่เขาเห็นตรงหน้านั้นคือร่างกายที่ไร้ศีรษะของผู้เป็นแม่กำลังล้มลงอย่างช้าๆ

เมื่อเวทเชื่อมต่อหมดลงเรวิอุสจึงกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง ร่างกายของเขาทรุดลงทันทีเนื่องจากบาดแผลสาหัสที่กลางลำตัว

ศีรษะของคาเรนเทียได้เกิดแสงขึ้นที่บริเวณคอของเธอ ราวกับเวทฟื้นฟูที่จะเกิดขึ้นอัตโนมัติเมื่อได้รับบาดแผล—

—เรวิอุสเมินเฉยต่อความเจ็บปวดของตนและได้ฝืนร่างกายรีบตะเกียกตะกายเข้าไปหาร่างของผู้เป็นแม่

“ท่านแม่—”

เมื่อถึงตัว เขาได้ต่อศีรษะที่ขาดเข้ากับร่างกายของเธออีกครั้งและได้พยายามฝืนปลดปล่อยอีเทอร์ออกมา เพราะว่าตัวเขานั้นไม่สามารถใช้เวทฟื้นฟูได้ เขาจึงต้องใช้วิธีสุดอันตรายอย่างการฟื้นฟูด้วยอีเทอร์แทน เนื่องจากอีเทอร์นั้นเปรียบเสมือนพลังชีวิต ผลของการรักษาด้วยอีเทอร์จึงมักจะดีกว่าแต่ก็เสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อผู้ใช้

“ได้ผลทีเถอะ ฟื้นฟูทีเถอะ—”

เขาได้กอดร่างของผู้เป็นแม่ไว้ในอ้อมแขนพร้อมกับปลดปล่อยอีเทอร์ของตนออกมาเต็มพิกัด สิ่งเดียวที่เขาปรารถนาตอนนี้คือความอยู่รอดของผู้เป็นแม่

“อึก—”

เขาได้กระอักเลือดออกมาจากปากอย่างรุนแรงด้วยพิษของบาดแผล มันทำให้เขาเกือบจะหมดสติในทันที แต่เขาก็ยังกอดร่างของผู้เป็นแม่ไว้แน่น พร้อมกับปลดปล่อยอีเทอร์ออกมาสุดกำลัง

“อดทนไว้นะครับท่านแม่ ขอร้องล่ะมันจะต้องได้ผลสิ”

ในหัวของเรวิอุสนั้นเริ่มจะเลือนราง เขาเริ่มเห็นภาพในความทรงจำที่ได้อยู่กับแม่อย่างอบอุ่น รวมถึงเมื่อตอนที่แม่นั่งมองเขากินข้าวอย่างอ่อนโยน น้ำตาของเขาเริ่มไหลออกมาโดยที่เขาไม่รู้ตัว ความรู้สึกของเขาได้เอ่อล้นจนเขาไม่สามารถกลั้นเอาไว้ได้ ทุกครั้งที่ภาพในความทรงจำได้ผุดขึ้นมา ล้วนทำให้เขานึกถึงอนาคตที่จะไม่ได้เห็นรอยยิ้มของผู้เป็นแม่อีก

“อย่านะ ไม่เอาสิ ต้องไม่ใช่แบบนี้ แม่ครับอยู่กับผมทีเถอะ อย่าเพิ่งจากผมไป—”

สติที่เลือนรางทำให้เขาเห็นภาพความทรงจำสมัยเด็กที่เมื่อเวลาเขาร้องไห้ก็จะได้แม่คอยปลอบโยน เมื่อเวลาเขาบาดเจ็บก็จะได้แม่คอยรักษา เมื่อเขานอนไม่หลับก็จะได้แม่คอยกล่อมนอน แต่ภาพเหล่านั้นกลับค่อยๆ เลือนรางไป ราวกับว่าจะไม่มีแม่คอยอยู่ข้างเขาอีกแล้ว จะไม่มีแม่คอยเฝ้าดูเขาเติบโตอีกและจะไม่มีสัมผัสอันแสนอบอุ่นนั้นอีกแล้ว

“อย่านะ ผมขอร้องล่ะ ผมยังอยากอยู่กับแม่ เฝ้าดูผมต่อไปทีเถอะ—”

หยดน้ำตาของเขาได้หยดลงบนใบหน้าของผู้เป็นแม่ ทันใดนั้นอีเทอร์ลิทของเธอก็ได้ส่องประกายออกมาจนบดบังพื้นที่โดยรอบทั้งหมดพร้อมกับร่างกายของเธอที่หายไปจากอ้อมกอดของเรวิอุส—

“นายท่าน!”

“—ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ๆๆๆๆ”

เมื่อรู้สึกตัวอีกที สิ่งที่เขาโอบกอดอยู่ก็เหลือเพียงแค่ศีรษะที่ไร้วิญญาณของผู้เป็นแม่เท่านั้น สติของเขาเริ่มเลือนรางเต็มที อีเทอร์ที่เขาปลดปล่อยได้หยุดลง เลือดจากบาดแผลได้พุ่งออกมาพร้อมกับร่างกายที่ทรุดลง

เขาได้มองหน้าของผู้เป็นแม่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะหมดสติไป

“แม่ครับ—”

ในวินาทีสุดท้ายเขาได้เห็นเงารางๆ ที่กำลังวิ่งเข้ามาหาอย่างตื่นตระหนกและหยดน้ำตาของเขาที่ตกลงบนใบหน้าของผู้เป็นแม่

“ผมยังอยากคุยกับแม่ ผมยังอยากกินอาหารฝีมือแม่ ผมยังอยากให้แม่ลูบหัวผมอีกสักครั้ง…”

เขาได้ล้มลงเหลือแค่เพียงความมืดมิดและสิ่งที่เขาโอบกอดก็ได้หายไปจากอ้อมแขน

“ครั้งแรกเลยนะครับที่แม่ไม่ได้กอดผมคืน—”

—เรวิอุสได้หมดสติลงอย่างสมบูรณ์

—----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ผิวสัมผัสแผ่วเบาได้สัมผัสบนเส้นผมของเรวิอุส มันคือสัมผัสของมืออันแสนอ่อนโยนที่เขานั้นคุ้นเคย มือที่เขาได้ใกล้ชิดมาตลอดชั่วชีวิต มือที่เขาเติบโตและใฝ่หาอยู่เสมอ

“เด็กดีๆ”

เสียงอันอ่อนโยนนั้นดังขึ้นบนหัวของเขา ความรู้สึกนุ่มนิ่มที่บริเวณแก้มมันคือความรู้สึกอันแสนอบอุ่นเหมือนกับหมอนที่อยู่กับเขามาโดยตลอด

“นี่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วสินะ ที่แม่จะได้เฝ้ามองลูกหลับแบบนี้”

หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนแต่ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายที่เธอไม่อาจจะกล่าวออกมาได้

“เรวิอุส… แม่ขอโทษนะที่ไม่สามารถอยู่เคียงข้างลูกได้และไม่ได้อยู่คอยเฝ้ามองการเติบโตของลูก—”

เธอได้เอามือลูบผมของเรวิอุสเล็กน้อยเพื่อให้เห็นใบหน้าของเขาชัดๆ

“ถึงแม่จะไม่อยู่แล้ว— ลูกจะยังคงเติบโตไปเป็นวีรบุรุษได้อย่างแน่นอน แม่เชื่อว่าลูกจะต้องทำได้ ก็ลูกเป็นลูกชายของแม่นี่นะ”

เธอยิ้มออกมาพร้อมกับแววตาที่หรี่ลงเล็กน้อย ราวกับว่าเธอกำลังอดกลั้นความรู้สึกไว้ภายใน

“แต่ถึงอย่างนั้น— แม่ก็ยังอยากที่จะคอยเฝ้ามองลูกเติบโตนะ แม่อยากที่จะเห็นลูกประสบความสำเร็จ อยากที่จะเห็นลูกได้มีคนรัก—”

เธอหยุดพูดไป จากนั้นน้ำตาของเธอก็เริ่มหยดลงไปบนแก้มของเรวิอุส มืออีกข้างของเธอได้กุมมือของเขาไว้แน่น

“—แม่ไม่อยากจากลูกไปเลย… แม่ยังอยากที่จะคอยต้อนรับลูกกลับบ้านในทุกครั้งที่ลูกไปออกศึก แม่อยากทำอาหารให้ลูกกินเมื่อตอนที่ลูกหิว แม่ยังอยากทำอะไรหลายๆ อย่างเลย อย่างน้อยแม่ก็อยากให้ลูกได้กลับบ้านมาเจอแม่”

เธอได้ปลดปล่อยความรู้สึกของเธอออกมา ความรู้สึกที่เกิดจากความรักที่มีต่อลูก ความรู้สึกที่แม่อยากที่จะเห็นลูกเติบโต ความรู้สึกที่แม่อยากจะอยู่เคียงข้างลูก—

เธอได้นิ่งไปสักพักเหมือนกับว่าเธอก็ไม่อยากจากลูกไปด้วยความเศร้า

“ถ้าแม่เก่งกว่านี้แล้วป้องกันการโจมตีนั้นได้หมดล่ะก็ ลูกคงไม่ต้องบาดเจ็บจนอาการสาหัสแบบนี้”

เธอกำมือของเธอไว้แน่นพร้อมกับกัดริมฝีปาก

พื้นที่โดยรอบเริ่มลอยแยกออกจากกัน เธอจึงตั้งสติอีกครั้ง

“เมื่อลูกฟื้นขึ้นมาแล้วหวังว่าลูกจะไม่รู้สึกเจ็บปวดแล้วนะ คงจะมีลิเลียอยู่ข้างๆ เธอจะต้องปลอบใจลูกได้แน่นอน”

เธอทำหน้าราวกับว่าโล่งใจแล้วเธอก็ได้ยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย

“แม่ได้เชื่อมต่ออีเทอร์ที่เหลืออยู่ของแม่ไปให้ท่านย่าแล้ว ท่านคงจะตื่นขึ้นมาได้ชั่วคราวและรักษาบาดแผลของลูกจนหายได้”

“แม่ก็อยากทักทายท่านย่าเหมือนกันนะ อย่างน้อยถ้าได้บอกลาสักนิดก็ยังดี… การที่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้วต้องมาเห็นลูกสะใภ้จากไปแบบนี้ แม่ต้องขอโทษท่านย่าด้วยนะ—”

เธอได้หลับตาลงพร้อมกับค่อยๆ หายใจเข้าลึกๆ จากนั้นเธอก็ได้ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดของเธอ นั่นคือรอยยิ้มที่สลักลึกไว้ในจิตใจของเรวิอุสราวกับว่านั่นคือรอยยิ้มเดียวกับที่เธอยิ้มให้เขาในวินาทีแรกที่เขาลืมตาดูโลก

“เรวิอุส— ถึงแม่จะไม่อยู่แล้ว แต่แม่ก็ยังคงรักลูกเสมอนะ และแม่เชื่อว่าลูกจะสามารถเติบโตและพบเจอกับคนมากมายที่จะสามารถมาทดแทนในส่วนของแม่ได้ โชคชะตาของลูกน่ะไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันคือโชคชะตาที่ยังไม่ถูกกำหนดต่างหาก แม่หวังว่าต่อจากนี้ลูกจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะ”

พื้นที่โดยรอบได้เปลี่ยนเป็นสีขาวอันว่างเปล่าเหลือไว้เพียงแม่ลูกทั้งสอง

“หมดเวลาแล้วนะ สุดท้ายอาหารฝีมือแม่สักวันลิเลียจะต้องทำได้ดีกว่าแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นแล้วหวังว่าจะช่วยคลายความคิดถึงที่ลูกมีต่อแม่ได้สักนิด”

“ลาก่อนนะ ลูกแม่ แม่รักลูกที่สุดเลย—”

—----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

“—แม่ครับ!!!”

เรวิอุสได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับมือที่เอื้อมไปด้านหน้า แต่ก็ไขว่คว้าอะไรมาไม่ได้ มีเพียงอากาศอันว่างเปล่าเท่านั้น—

“—นายท่านคะ!”

ลิเลียที่นั่งอยู่ข้างเตียงจึงรีบลุกขึ้นและจับตัวของเรวิอุสไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เขาเผลอขยับตัวมากเกินไป

“อย่าเพิ่งขยับเยอะเลยนะคะ”

ลิเลียได้สบตาพร้อมกับกุมมือเขาไว้แน่น เพื่อที่จะทำให้เขาใจเย็นลง

“ลิเลีย…”

“ค่ะ ลิเลียอยู่ตรงนี้แล้วนะคะ”

เธอได้ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนพร้อมกับน้ำเสียงที่นุ่มนวล ไร้ซึ่งความขี้เล่นอย่างที่เคย

“ผม— ปกป้องท่านแม่ไว้ไม่ได้—”

“อย่าพูดแบบนั้นเลยนะคะ”

“แต่ผม—”

“—นายท่านพยายามเต็มที่แล้วไม่ใช่หรอคะ นายท่านฝืนปลดปล่อยอีเทอร์ออกมาตั้งมากขนาดนั้น แถมยังเมินเฉยต่อบาดแผลของตัวเองอีก นายท่านอย่าโทษตัวเองอย่างนั้นเลยนะคะ”

ลิเลียกุมมือของเรวิอุสไว้แน่นพร้อมกับพูดออกมาด้วยความอดกลั้น

“ท่านย่าได้รับข้อมูลมาเล็กน้อยค่ะ ว่าท่านคาเรนเทียได้ป้องกันการโจมตีไปแล้ว แต่การโจมตีนั้นกลับรุนแรงจนเจาะผ่านการป้องกันเข้าไปได้ จังหวะนั้นเองที่ท่านคาเรนเทียตัดสินใจใช้เขตแดนผสานกับอีเทอร์ลิทเพื่อเชื่อมต่อกับท่านย่าซึ่งมีอีเทอร์ลิทของท่านคาเรนเทียเหมือนกันค่ะ”

“ที่ส่งผมกลับมาได้คงจะเป็นเพราะอีเทอร์ลิทที่อยู่กับท่านแม่สินะ แล้วก็ที่อยู่ในฝันผมด้วย”

“ฝันหรอคะ?”

“ใช่แล้วล่ะ เหมือนว่าท่านแม่จะได้กล่อมผมนอนเป็นครั้งสุดท้ายน่ะ แล้วก็ได้บอกไว้ด้วยนะ ว่าสักวันลิเลียจะต้องก้าวข้ามฝีมือการทำอาหารของท่านแม่ได้แน่”

“—”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นลิเลียก็กำมือแน่นพร้อมกับนิ่งไปสักพัก

“แล้วท่านย่าล่ะ ลิเลีย”

“ท่านกำลังพยายามติดต่อท่านพ่อและท่านเอดการ์ดอยู่ค่ะ คาดว่าทั้งคู่อาจจะกำลังยุ่งอยู่”

“เจ้าอสุรกายนั่นที่ท่านพ่อสู้ด้วยเหมือนว่าจะถูกกำจัดแล้วล่ะ ก่อนที่ผมจะถูกส่งมาเหมือนจะเกิดปฏิกิริยาของอีเทอร์บริเวณนั้นจากการที่คริสตัลถูกเจาะสำเร็จ”

“เดี๋ยวดิฉันจะไปแจ้งท่านย่าค่ะ นายท่านพักผ่อนให้เต็มที่เถอะนะคะ”

“เธอเองก็อย่าลืมพักผ่อนด้วยนะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องฝืนตลอดเวลาก็ได้”

“—”

ลิเลียนิ่งไปชั่วครู่จากนั้นจึงรีบหันหลังให้เขาทันที

“—ดิฉันก็เพิ่งตื่นตอนที่นายท่านลุกขึ้นมานี่แหละค่ะ ไม่ได้ฝืนสักหน่อย”

เธอพูดออกมาด้วยความรวดเร็วแต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นเสียงของเธอก็ยังสั่นอยู่เล็กน้อย

“ครับๆ”

“—”

จากนั้นเธอก็เดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ และได้ปิดประตูลง

“ท่านแม่… ผมรักท่านแม่นะครับ ถ้าท่านแม่จะลูบหัวผมอีกล่ะก็ ผมจะไม่ต่อต้านอีกแล้วครับ—”

เรวิอุสได้กอดแขนตัวเองและนึกถึงช่วงวาระสุดท้ายที่เขาได้กอดร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นแม่

ขณะเดียวกันที่อีกฟากของประตู ลิเลียก็ได้พิงบริเวณประตูและค่อยๆ ทรุดตัวลงอย่างช้าๆ

“อีกแล้วสินะ ที่ฉันได้แต่มองคนสำคัญจากไป—”

“ต่อให้จะต้องแลกด้วยชีวิตฉันก็จะไม่ยอมเสียใครไปอีกแล้ว”

เธอได้พูดพร้อมกับน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลออกมา จากนั้นก็เธอก็ได้กุมอัญมณีที่กลางอกไว้แน่น

ความสดใสและความขี้เล่นของทั้งสองนั้น ล้วนได้มีคาเรนเทียเป็นแบบอย่างมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เธอกลับ ‘จากไปชั่วนิรันดร์’

—----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------